ข้อมูลผลงานวิจัยของคณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชื่อผลงานวิจัย : ผลของไดเอทิลีนไกลคอล และโพลีเอทิลีนไกลคอล น้ำหนักโมเลกุล 600 ในการสังเคราะห์ผงนาโนไททาเนียมไดออกไซด์ และการประยุกต์ใช้ในการกำจัดโครเมียม
Library Call : Thesis J61E 2005 
สถานที่ตั้งห้องสมุด : หอสมุดกลาง สำนักงานวิทยทรัพยาก
ตัวอย่างบทคัดย่อ : ในงานวิจัยนี้ทำการเตรียมนาโนไททาเนียมไดออกไซด์ด้วยวิธีโซลเจล โดยทำการเติมสารอินทรีย์สองชนิด คือ ไดเอทิลีนไกลคอล และโพลิเอทิลีนไกลคอลที่มีน้ำหนักโมเลกุล 600 ลงในสารละลายเริ่มต้นเพื่อศึกษาคุณลักษณะของไททาเนียมไดออกไซด์ และประสิทธิภาพในการกำจัดโครเมียมที่มีประจุบวก 6 ออกจากน้ำเสีย ผลการศึกษาพบว่าการเติมสารอินทรีย์ทั้งสองชนิดลงไปนั้นทำให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึกของอนาเทสไปเป็นรูไทล์ช้าลง และสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างเป็นเส้นสายที่ยาวกว่ามีประสิทธิภาพในการทำให้ผลึกนาโนไททาเนียมไดออกไซด์จับเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ดีกว่า ดังนั้นโพลิเอทิลีนไกลคอลที่มีน้ำหนักโมเลกุล 600 จึงทำให้ผลึกของอนาเทสมีปริมาณมาก และเปลี่ยนแปลงไปเป็นผลึกของ รูไทล์ที่อุณหภูมิต่ำ (500oC) เมื่อเปรียบเทียบกับไดเอทิลีนไกลคอล (600oC) โดยสารอินทรีย์ทั้งสองชนิดนั้นต่างก็ช่วยในการลดขนาดของนาโนคริสตัล และช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวของไททาเนียมไดออกไซด์ได้โดยที่ขนาดของผลึกไททานเนียมไดออกไซด์มีแนวโน้มที่จะลดลงเมื่อทำการเพิ่มน้ำหนักโมเลกุลของโพลิเอทิลีนไกลคอล เช่น โพลิเอทิลีไกลคอลที่มีน้ำหนักโมเลกุล 600 ส่งผลให้ผลึกของไททาเนียมไดออกไซด์มีขนาดเป็น 18.84 นาโนเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับไดเอทิลีนไกลคอล ซึ่งผลึกของไททานเนียมไดออกไซด์มีขนาดเป็น 19.54 นาโนเมตร คุณสมบัติในการดูดซับของไททาเนียมไดออกไซด์ที่มีการเติมสารอินทรีย์สองชนิด คือ ไดเอทิลีนไกลคอล และ โพลิเอทิลีนไกลคอลที่มีน้ำหนักโมเลกุล 600 ลงไปนั้น สามารถอธิบายได้ด้วยสมการการดูดซับของแลงเมียร์ สำหรับกระบวนการโฟโตคะตะไลซิส หากความเข้มข้นเริ่มต้นของเฮกซะวาเลนซ์โครเมียมต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ปฏิกิริยาจะเป็นไปตามปฏิกิริยาลำดับศูนย์ เมื่อความเข้มข้นเริ่มต้นของเฮกซะวาเลนซ์โครเมียมสูงขึ้นปฏิกิริยาจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นปฏิกิริยาลำดับหนึ่ง ซึ่งค่าความสามารถในการทำปฏิกิริยาของไททาเนียมไดออกไซด์ที่เติมไดเอทีลีนไกลคอล และ โพลิเอทิลีนไกลคอลที่มีน้ำหนักโมเลกุล 600 ลงไปนั้น มีค่าคงที่ในการดูดซับ (KCr) เป็น 0.287 และ 0.480 ลิตรต่อมิลลิกรัม ตามลำดับ และมีค่าคงที่ของปฏิกิริยาลำดับสอง (kc) เป็น 0.168 และ 0.220 มิลลิกรัมต่อลิตรต่อนาทีตามลำดับ