ข้อมูลผลงานวิจัยของคณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชื่อผลงานวิจัย : การออกแบบ สร้างและทดสอบหัวเผาที่ใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นเชื้อเพลิง
Library Call : วิทยานิพนธ์
สถานที่ตั้งห้องสมุด : หอสมุดกลาง สำนักงานวิทยทรัพยาก
ตัวอย่างบทคัดย่อ : วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาอิทธิพลของตัวแปรที่มีผลต่อ อุณหภูมิของเปลวไฟความเร็วของการเผาไหม้และปริมาณก๊าซเสียที่ได้จากการเผาไหม้ผงแป้งมันสำปะหลัง ตัวแปรที่ใช้ควบคุมและปรับค่าเพื่อการทดลองได้แก่ การควบคุมปริมาณเชื้อเพลิง (ผงแป้งมันสำปะหลัง) กับ อากาศส่วนที่หนึ่ง (primary air) ให้คงที่และปรับปริมาณอากาศส่วนที่สอง (secondary air) ในการทดลองจะทดลองกับหัวเผา 2 แบบ คือหัวเผาแบบที่ 1 (premixed burner) และหัวเผาแบบที่ 2 (diffusion burner) หัวเผาแบบนี้จะมีใบเกลียวอยู่ที่ผนังด้านในของหัวเผาเพื่อนำให้ secondary air เกิดการหมุนวนเพื่อให้เกิดการเผาไหม้ที่ดีขึ้น โดยการทดลองกับท่อทางออกของเปลวไฟ (burner nozzle) 3 ขนาดคือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 76.2, 89 และ 101.6 มม. ผลการทดลองสรุปได้ดังนี้ จากการทดลองพบว่าที่ค่าอัตราส่วนสมมูล (equivalence ratio) 1.65-1.75 จะได้ค่าของอุณหภูมิ ค่าความเร็วของการเผาไหม้จะสูงสุด และปริมาณก๊าซเสียที่ได้ในช่วงอัตราส่วนสมมูลนี้จะน้อยที่สุด เกิดการเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด สำหรับรูปแบบของหัวเผาพบว่าเมื่อใช้ premixed burner จะดีกว่า diffusion burner คือ premixed burner จะได้อุณหภูมิและค่าความเร็วของการเผาไหม้สูงกว่า diffusion burner ในช่วงอัตราส่วนสมมูลตั้งแต่ 1.7 ขึ้นไป premixed burner จะมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่สมบูรณ์กว่า diffusion burner และจากการทดลองใช้ท่อทางออกของเปลวไฟ (burner nozzle) 3 ขนาดคือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 76.2, 89 และ 101.6 มม. พบว่า burner nozzle ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 89 มม. จะให้อุณหภูมิและค่าความเร็วของการเผาไหม้สูงสุด การทดลองนี้อาจจะมีความคลาดเคลื่อนบ้างเนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง การวัดปริมาณผงแป้งมันสำปะหลังอาจจะมีความคลาดเคลื่อนเนื่องจากสเกลที่ใช้ในการวัดปริมาณของผงแป้งมันสำปะหลังนั้นค่อนข้างหยาบ ความดันของ air compressor ที่ใช้ส่งอากาศส่วนที่หนึ่ง (primary air) นั้นมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย จึงมีผลให้อัตราการไหลของ primary air และผงแป้งมันสำปะหลังไม่สม่ำเสมอบ้าง สำหรับการทดลองวัดปริมาณก๊าซเสียเนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดลองนี้ค่อนข้างหยาบและไม่รัดกุมมากนัก จึงทำให้มีความคลาดเคลื่อนในการวัดปริมาณก๊าซเสียเช่นกัน