ข้อมูลผลงานวิจัยของคณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชื่อผลงานวิจัย : การผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้วโดยใช้เบสเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
Library Call : PJ.2549 / 3629  
สถานที่ตั้งห้องสมุด : ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์
ตัวอย่างบทคัดย่อ : โครงการนี้มุ่งศึกษาการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้วโดยใช้กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน ไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในน้ำมันพืชเมื่อทำปฏิกิริยากับเมทานอลและมีโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสามารถเกิดปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้คือกลีเซอรอลและเมทิลเอสเทอร์หรือไบโอดีเซล ในขั้นตอนการผลิตนั้นไม่ควรมีน้ำอยู่ในปฏิกิริยามากเกินไปเพราะน้ำสามารถเกิดปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสเมทิลเอสเทอร์ทำให้ได้ปริมาณไบโอดีเซลลดลง ดังนั้นการเติมโซเดียมซัลเฟตซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ จึงช่วยลดปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยา ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดเมทิลเอสเทอร์จากน้ำมันปาล์มใช้แล้ว ได้แก่ ปริมาณโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ที่เหมาะสมต่อปฏิกิริยา อัตราส่วนโดยโมลระหว่างน้ำมันพืชใช้แล้วต่อเมทานอลและปริมาณโซเดียมซัลเฟต โดยแปรปริมาณโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ที่ระดับ 0.5%, 1.0% และ 1.5% แปรอัตราส่วนโดยโมลระหว่างน้ำมันปาล์มที่ใช้แล้วต่อเมทานอลที่อัตราส่วน 1:6, 1:9 และ 1:12 และแปรปริมาณโซเดียมซัลเฟตที่ระดับ 0%, 2%, 5% และ 10% จากผลการทดลองผลิตไบโอดีเซลด้วยกระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชันที่อุณหภูมิ 60?C เป็นเวลา 1 ชั่วโมง พบว่าเมื่อกำหนดอัตราส่วนโดยโมลระหว่างน้ำมันปาล์มที่ใช้แล้วต่อเมทานอลคงที่ที่ระดับ 1:6 โดยแปรปริมาณโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ที่ใช้เป็น 0.5%, 1.0% และ 1.5% พบว่าเมื่อใช้ปริมาณโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ที่ระดับ 1.0% ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีค่าความหนืดต่ำที่สุด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 5.25 cp และเมื่อใช้ปริมาณโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์เป็น 0.5% และ 1.5% จะมีค่าความหนืดเท่ากับ 5.63 cp และ 7.65 cp ตามลำดับ จากการทดลองเพื่อศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างน้ำมันปาล์มที่ใช้แล้วต่อเมทานอล โดยแปรอัตราส่วนโดยโมลระหว่างน้ำมันปาล์มที่ใช้แล้วต่อเมทานอลที่อัตราส่วน 1:6, 1:9 และ 1:12และใช้ปริมาณโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ 1.0% และปริมาณโซเดียมซัลเฟต 5% ในการทำปฏิกิริยา นำผลิตภัณฑ์ที่ได้ไปวิเคราะห์หาค่า Fatty acid methyl esters (FAMEs) พบว่ามีค่า 81.39%, 96.28% และ 95.64% ตามลำดับ ซึ่งพบว่าอัตราส่วนโดยโมลระหว่างน้ำมันปาล์มที่ใช้แล้วต่อเมทานอลที่อัตราส่วน 1:9 จะให้ค่า FAMEs สูงที่สุด และเมื่อกำหนดปริมาณโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ 1.0% และอัตราส่วนโดยโมลระหว่างน้ำมันปาล์มที่ใช้แล้วต่อเมทานอล 1:9 โดยแปรปริมาณโซเดียมซัลเฟตที่ระดับ 0%, 2%, 5% และ 10% พบว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้มีค่า FAMEs เท่ากับ 83.50%, 86.64%, 96.28% และ 95.64% ตามลำดับ โดยปฏิกิริยาที่ใช้ปริมาณโซเดียมซัลเฟตที่ระดับ 5% จะได้ค่า FAMEs สูงสุด จึงสรุปได้ว่าสภาวะที่เหมาะสมต่อการผลิตไบโอดีเซลในงานวิจัยนี้คือ การใช้อัตราส่วนโดยโมลระหว่างน้ำมันปาล์มที่ใช้แล้วต่อเมทานอล 1:9 โดยใช้ปริมาณโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ 1.0%และโซเดียมซัลเฟตที่ระดับ 5%