ข้อมูลผลงานวิจัยของคณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชื่อผลงานวิจัย : การใช้น้ำมันปาล์มใช้แล้วเพื่อการผลิตไบโอดีเซลโดยใช้ไลเพส
Library Call : พ.2554 / 6039 
สถานที่ตั้งห้องสมุด : ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์
ตัวอย่างบทคัดย่อ : งานวิจัยนี้เป็นการนำน้ำมันปาล์มทอดไก่ใช้แล้วกลับมาใช้ในการผลิตไบโอดีเซลโดยใช้ไลเพสเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และศึกษาผลกระทบจากสารพอลิไซคลิกแอโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่เกิดขึ้นในน้ำมันใช้แล้วต่อผลิตภัณฑ์ น้ำมันที่ผ่านการทอดไก่ที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที เป็นจำนวน 21 ครั้ง สีของน้ำมันจะมีสีเข้มขึ้น 56 เท่าจากน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ และมีความหนืดเพิ่มขึ้น 10 % นอกจากนี้ในน้ำมันที่ใช้แล้วยังมีค่าองค์ประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงขึ้น 4% โดยที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในน้ำมันที่ใช้แล้ว เมื่อทำการตรวจสารจำพวกพอลิไซคลิกแอโรมาติกไฮโดรคาร์บอนในน้ำมันใช้แล้ว ด้วยวิธีลิควิดโครมาโทกราฟี และวิธีแมสสเปคโตรโครมาโทกราฟีพบว่าในน้ำมันทอดไก่ใช้แล้วครั้งที่ 21 มีแนฟทาลีน และเบนโซเอไพลีน 0.16 ppm และ 0.04 ppm ตามลำดับ เมื่อนำน้ำมันใช้แล้วมาทำไบโอดีเซลที่ใช้เอนไซม์ไลเพสตรึงรูปเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา พบว่ามีการดูดซับแนฟทาลีนบน ไลโพไซม์ และ โนโวไซม์เป็นปริมาณ 1.96 และ 1.93 ไมโครโมลต่อกรัมเอนไซม์ตามลำดับ ซึ่งแนฟทาลีน และเบนโซเอไพลีน จะไปลดปฏิกิริยาการย่อยสลายด้วยน้ำ (hydrolytic activity) ในปฏิกิริยาที่ใช้ไลโพไซม์จะมีค่าลดลง 77-80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปฏิกิริยาที่ใช้ในโวไซม์จะมีการลดลงของปฏิกิริยาการย่อยสลายด้วยน้ำ 54-82 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์ไปโอดีเซล คือ วิธีการใส่เมทานอลที่แตกต่างจะให้ผลของการเปลี่ยนเป็นเมททิลเอสเทอร์ที่แต่ต่างกัน โดยการใส่เมทานอลแบบครั้งเดียว, การใส่แบบสามขั้นและการใส่แบบต่อเนื่องพบว่าปริมาณการเปลี่ยนเป็นเมททิลเอสเทอร์เมื่อใช้ไลโพไซม์ มีค่าเท่ากับ 20.19, 38.96 และ 39.89 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ขณะที่เมื่อใช้โนโวไซม์จะมีค่า 48.0, 52.0 และ 43.3 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ในการศึกษาปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องในการเปลี่ยนแปลงเป็นเมททิลเอสเทอร์ คือ ปริมาณน้ำ (0, 5, 10, 15 และ 20 เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร), ปริมาณของเอนไซม์ตรึงรูปในปฏิกิริยา (5, 10, 20 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักเอนไซม์ต่อปริมาตร), และอุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา (40, 50 และ 60 องศาเซลเซียส) เมื่อทำการศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการทำปฏิกิริยาพบว่า ปริมาณเมททานอลต่อน้ำมัน 4 ต่อ 1 โดยโมล ด้วยการใส่เมททานอลแบบต่อเนื่องที่ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง และใช้ 20 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักต่อปริมาตรของไลโพไซม์จะให้เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนเป็นเมทิลเอสเทอร์ที่สูงที่สุด คือ 52.1 เปอร์เซ็นต์ ในสภาวะที่ใช้โนโวไซม์สภาวะเหมาะสม คือ การใช้เมททานอลต่อน้ำมัน 3 ต่อ 1 โดยโมลด้วยการใส่เมททานอลแบบต่อเนื่องในสภาวะที่ปราศจากน้ำที่ 60 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งจะให้ค่าการเปลี่ยนเป็นเมททิลเอสเทอร์ที่มีค่าสูงที่สุด คือ 40 เปอร์เซ็นต์