ข้อมูลผลงานวิจัยของคณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชื่อผลงานวิจัย : ผลการปรับสภาพพืชด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ ความเข้มข้นต่างๆ ที่มีต่อการผลิตเอทานอลจากชีวมวลของผักตบชวาโดยวิธีการย่อยสลายและหมักแบบต่อเนื่อง
Library Call : PJ.2551 / 4891
สถานที่ตั้งห้องสมุด : ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์
ตัวอย่างบทคัดย่อ : พลังงานชีวมวล (Biomass) ได้นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงจากฟอสซิล (fossil fuel)โดยการนำมาผลิต เอทานอลในปัจจุบันพืชที่นำมาผลิตเอทานอลส่วนใหญ่เป็นพืชที่เหลือจากอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมป่าไม้ แต่เอทานอลที่ผลิตได้ยังไม่พอใช้ทั้งในขณะนี้และอนาคต จึงได้มีการศึกษานำวัชพืชน้ำซึ้งมีอัตราการเติบโตที่สูงและเก็บเกี่ยวง่ายมาใช้ในการผลิตเอทานอล พืชน้ำที่สนใจคือผักตบชวา ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่สูง เก็บเกี่ยวง่ายและปริมานเซลลูโลสซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเอทานอลในผักตบชวาสูงถึง 37.20% จากน้ำหนักแห้งทั้งหมด การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการปรับสภาพพืชด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ความเข้มข้น 5% 10% และ 15% ที่มีต่อผลผลิตของเอทานอลเมื่อทำการหมักโดยวิธีย่อยสลายและหมักแบบต่อเนื่อง (Simultaneous Saccharification and Fermentation,SSF) ซึ่งเหมาะกับการผลิตเอทานอล สำหรับกระบวนการย่อยใช้เอนไซมีเซลลูเลสจากเชื้อราTrichoderma reesei Rut-C30 ซึ่งมีแอคติวิตีของ endoglucanase อยู่สูงทำให้สามารถเปลี่ยนเซลลูโลสเป็นกลูโคสและเซลโลไบโอสได้ดิส่วนยีนที่ใช้หมักคือ Kluyveromyces marxianus NRRL Y-1109 ซึ่งเป็นยีสต์ที่สามารถทำงานได้ดีแม้ว่ามีอุณหภูมิสูงถึง40 องศาเซลเซียส ทำให้สามารถผลิตเอทานอลได้ในกระบวนการ SSF การทดลองการหมักเป็นเวลา 96 ชั่วโมง โดยเก็บผลทุกๆ 24 ชม. ปริมาณเอทานอลที่ผ่านการปรับสภาพพืช ด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ 15% ให้ปริมาณสูงสุด คือ 0.069 กรัมต่อลิตร ( %conversion = 21.233 ) รองลงมาคือ 10% และ 5% ให้เอทานอล 0.056 ( %conversion = 17.373 )และ 0.033 ( %conversion = 10.134 ) กรัมต่อลิตร ตามลำดับ จากผลการศึกษาพบว่าการปรับสภาพพืชทำให้ปริมาณเอทานอลที่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้เห็นได้ว่าการปรับสภาพพืชเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการเพิ่มปริมาณเอทานอลและสรุปได้ว่าผักตบชวามีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ผลิตเอทานอลในอนาคต