ข้อมูลผลงานวิจัยของคณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชื่อผลงานวิจัย : ลักษณะทางธรณีวิทยาแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมของแหล่งน้ำมันอู่ทองในแอ่งสุพรรณบุรี บริเวณที่ราบภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย
Library Call : PJ.2544 / 2077 
สถานที่ตั้งห้องสมุด : ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์
ตัวอย่างบทคัดย่อ : พื้นที่ที่ทำการศึกษาได้แก่บริเวณแหล่งผลิตน้ำมันอู่ทอง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5.06 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของแอ่งสุพรรณบุรี บริเวณที่ราบภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย โดยแอ่งสุพรรณบุรีมีโครงสร้างแบบ half graben และวางตัวอยู่ระหว่างบริเวณรอยเลื่อนตามแนวระดับ (strike-slip fault) ที่ขนานกัน 2 รอยคือ รอยเลื่อนแม่ปิงและรอยเลื่อนด่านเจดีย์สามองค์ โดยภายในแอ่งสุพรรณบุรีประกอบด้วยโครงสร้างส่วนใหญ่คือ รอยเลื่อนปกติซึ่งวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนตามแนวระดับทั้ง 2 รอยดังกล่าว จุดประสงค์ของการศึกษาในครั้งนี้ประกอบด้วย การกำหนดขอบเขตของบริเวณที่เป็นแหล่งกักเก็บ การบ่งบอกถึงลักษณะทางกายภาพของหินกักเก็บปิโตรเลียม การบรรยายเกี่ยวกับรูปร่างลักษณะ การกระจายตัวและความหนาของแหล่งกักเก็บ รวมทั้งการศึกษาถึงสภาวะของการสะสมตะกอนในอดีตของชั้นหินกักเก็บ เนื่องจากแหล่งกำเนิดปิโตรเลียมในประเทศไทยส่วนใหญ่ มักจะเกิดการสะสมตัวขึ้นในบริเวณแอ่งตะกอนยุคเทอร์เชียรี ซึ่งโดยปกติแอ่งดังกล่าวนี้จะถูกปกคลุมด้วยตะกอนในยุคควอเทอร์นารี ดังนั้นในการสำรวจทางปิโตรเลียมจึงมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากการสำรวจใต้พื้นผิวเป็นหลัก โดยในการศึกษาครั้งนี้ได้ใช้ข้อมูลจากการหยั่งธรณีหลุมเจาะ (well logging) จากจำนวนหลุมเจาะ 10 หลุม ได้แก่ NJ1-3, NJ1-31, NJ1-7, NJ1-71, NJ1-72, NJ1-73, NJ1-74, NJ1-75, NJ1-76 และ NJ1-77 และข้อมูลจากการสำรวจคลื่นไหวสะเทือน (seismic survey) รวมทั้งแท่งหินตัวอย่าง (core sample) จากข้อมูลทั้งหมดจะใช้ในการศึกษาลักษณะทางธรณีวิทยาของแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม โดยมุ่งเน้นที่บริเวณชั้นกักเก็บในหน่วยหิน D (unit D) ระหว่างความลึก 1,000 – 1,200 เมตร จากผลการศึกษาพบว่าสามารถแบ่งหน่วยหินภายในระดับความลึก 1,000 –1,200 เมตร ออกเป็นทั้งหมด 5 หน่วยหินคือ Sm1-1, Sm1-2, Sm1-3, Sm 2-1 และ Sm2-2 แต่ละหน่วยหินประกอบด้วยหินกักเก็บทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ Ra, Rb, Ri และ Rd โดยหินกักเก็บชนิด Ra ประกอบด้วย poorly sorted conglomerate, matrix-supported fabric, และมีการสะสมตัวแบบเนินตะกอนรูปพัด (alluvial fan) หินกักเก็บชนิด Rb ประกอบด้วย poorly sorted conglomerate, grain-supported fabric และพบลักษณะโครงสร้างทางหินตะกอนคือ imbrication ซึ่งเป็นการสะสมตัวในแบบธารประสานสาย (braided stream channel) หินกักเก็บชนิด Ri ประกอบด้วย sandstone ขนาด coarse-medium-grained และมีการสะสมตัวแบบ inter-channel ส่วนหินกักเก็บชนิด Rd ประกอบด้วย laminated siltstone ถึง fine-grained sandstone มีการสะสมตัวแบบดินดอนสามเหลี่ยม (fan delta) โดยชั้นหินกักเก็บเหล่านี้มีการกระจายตัวที่ไม่ต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม หินกักเก็บชนิด Ra และ Rb ก็มีการกระจายตัวที่ค่อนข้างต่อเนื่องมากที่สุด และความหนาเฉลี่ยของชั้นหินกักเก็บชนิด Ra Rb Ri และ Rd คือ 6, 6.7, 4.7 และ 3 เมตร ตามลำดับ โดยภายในพื้นที่ศึกษาประกอบด้วยโครงสร้างแบบรอยเลื่อนปกติ (normal fault) ทั้งแบบรอยเลื่อนแขนงตาม (synthetic fault) และรอยเลื่อนแขนงขวาง (antithetic fault) ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักที่ทำหน้าที่ปิดกั้นการไหลออกของปิโตรเลียม (structural trap)