ข้อมูลผลงานวิจัยของคณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชื่อผลงานวิจัย : การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เอมส์ และไมโครนิวคลีไอของสารกวาวเครือขาว Pueraria mirifica กวาวเครือแดง Butea superba กวาวเครือดำ Mucuna collettii และ ผักปิดผี Pueraria lobata 
Library Call : วพ.2546 / 4349  
สถานที่ตั้งห้องสมุด : ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์
ตัวอย่างบทคัดย่อ : การวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH ของกวาวเครือขาวจาก 28 จังหวัดกวาวเครือแดง 23 จังหวัด กวาวเครือดำ 4 จังหวัดในประเทศไทย เปรียบเทียบกับ Pueraria lobata จากประเทศจีน พบว่าสารสกัดกวาวเครือดำจากจังหวัดเชียงรายให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดในกลุ่มประชากร (IC??=55.53?2.66 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) สารสกัดกวาวเครือแดงจากจังหวัดเลยให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดในกลุ่มประชากร (IC??=227.08?0.38 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) และสารสกัดกวาวเครือขาวจากจังหวัดอุทัยธานีให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดในกลุ่มประชากร (IC??=2,470.38?37.81 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) และ Pueraria lobata ให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต่ำ (IC??=2,482?66.11 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระกับปริมาณสารไอโซฟลาโวน 5 ชนิดจากหัวกวาวเครือขาว ซึ่งวิเคราะห์ผลโดยวิธี HPLC พบว่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณ Daidzein ได้ทำการเลือกกวาวเครือดำ กวาวเครือแดง และกวาวเครือขาว ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดในแต่ละกลุ่มประชากร สำหรับทดสอบฤทธิ์การก่อกลายพันธุ์และฤทธิ์ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ โดยวิธีเอมส์ และทดสอบไมโครนิวเคลียส พบว่าสารสกัด กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง กวาวเครือดำ และ Pueraria lobata ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แต่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ต่อแบคที่เรียซัลโมเนลลาทั้งสายพันธุ์ TA98 และ TA100 ทั้งที่มีเอนไซม์และไม่มีเอนไซม์กระตุ้น กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง กวาวเครือดำ และ Pueraria lobata ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยไม่ก่อให้เกิดไมโครนิวเคลียสที่ความเข้มข้นสูงสุด (16 กรัม/ผงป่นแห้ง) ในช่วงเวลา 24, 48 และ 72 ชั่วโมง